การใช้ อารมณ์ทางเพศ และ พลังกุลฑาลิณี ในการฝึกเพื่อเปิดตาที่สาม

พลังทางเพศ

การฝึกเพื่อเปิด “ตาที่สาม” หรือที่เกี่ยวข้องกับ จักระที่ 6 (อาจนะจักระ) ตามแนวคิดของโยคะและการฝึกพลังงาน สามารถทำได้หลายวิธี โดยมีแนวคิดหลักคือการกระตุ้นและปรับสมดุลของพลังงานในร่างกาย

ทำไมศาสนา มักสอนให้เรื่องทางเพศ เป็นเรื่องต้องห้าม และผิดศึลธรรม ?

ศาสนามักห้ามเรื่องเพศ

เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า ศาสนากระแสหลัก เช่น พุทธ คริสต์ อิสลาม และยิว มักจะมีการจำกัดหรือควบคุมเรื่องทางเพศอย่างเคร่งครัดและไม่สนับสนุนเสรีภาพทางเพศอย่างสมบูรณ์ ซึ่งมีสาเหตุหลัก ๆ มาจากแนวคิดทางเทววิทยา (Theology) หรือหลักปรัชญาของศาสนาเหล่านั้น รวมถึงความจำเป็นทางสังคมและจริยธรรมที่ต้องการจัดระเบียบชีวิตของผู้คน 1. การควบคุมความใคร่เพื่อจุดมุ่งหมายสูงสุดของศาสนา ศาสนาพุทธ พรหมจรรย์: ในศาสนาพุทธเถรวาทและมหายานดั้งเดิม การดำเนินชีวิตของพระภิกษุและภิกษุณีจะมุ่งไปที่การ ถือพรหมจรรย์ ซึ่งคือการงดเว้นจากกิจกรรมทางเพศและกามคุณโดยสิ้นเชิง (รวมถึงการสำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง) เพื่อให้จิตใจไม่ถูกรบกวนและสามารถฝึกฝนเพื่อบรรลุ นิพพาน หรือการตรัสรู้ได้ กิเลส: ความใคร่ (กามราคะ) ถูกจัดว่าเป็นหนึ่งใน กิเลส ที่เป็นเครื่องเศร้าหมองของจิตใจและเป็นอุปสรรคสำคัญในการหลุดพ้นจากวัฏสงสาร ศาสนาจึงมองว่าการละเว้นจากความใคร่เป็นหนทางแห่งการฝึกฝนจิตใจให้บริสุทธิ์และมีสติ ศาสนาคริสต์ อิสลาม และยูดาย (Abrahamic Religions) ความสัมพันธ์ที่จำกัด: ศาสนาเหล่านี้มักมองว่าเพศสัมพันธ์เป็น ของประทานจากพระเจ้า แต่จะต้องถูกใช้ในลักษณะที่ รับผิดชอบและอยู่ในขอบเขตที่กำหนด เท่านั้น นั่นคือ ภายในสถาบันการสมรส ระหว่างชายและหญิง การสืบเชื้อสายและครอบครัว: การมีเพศสัมพันธ์นอกสมรส (Fornication/Zinā) การผิดประเวณี (Adultery) และเพศสัมพันธ์ที่ไม่ก่อให้เกิดบุตร (เช่น การรักร่วมเพศในบางนิกายดั้งเดิม) … Read moreทำไมศาสนา มักสอนให้เรื่องทางเพศ เป็นเรื่องต้องห้าม และผิดศึลธรรม ?

เมื่อฝึกเข้าถึงสภาวะธรรมขั้นสูง มนุษย์อาจไม่ต้องการ การใส่เสื้อผ้าอีกต่อไป

ไม่อยากใส่เสื้อหา อยากเปลือยกาย

แนวคิดหรือปรัชญาที่อยู่เบื้องหลังการที่ผู้บรรลุธรรมหรือผู้ฝึกจิตระดับสูงไม่ต้องการสวมเสื้อผ้าและไม่รู้สึกอับอายต่อการเปลือยกายนั้น มีความเชื่อมโยงอย่างชัดเจนกับหลักปฏิบัติในศาสนาฮินดูและศาสนาเชน (Jainism) โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน นิกายทิคัมพร (Digambara) ของศาสนาเชน ปรัชญาหลักคือ “อปริครหะ” (Aparigraha) หรือการไม่ยึดถือ/การไม่ครอบครอง (Non-possession/Non-attachment) นี่คือรายละเอียดของแนวคิดที่เกี่ยวข้อง: การสละความยึดติดในวัตถุ (Complete Renunciation): ในนิกาย ทิคัมพร (Digambara) ซึ่งแปลว่า “คลุมด้วยท้องฟ้า” (Sky-clad) ถือว่าการสละเสื้อผ้าเป็นสัญลักษณ์สูงสุดของ อปริครหะ หรือการไม่ครอบครองสิ่งใด ๆ ในโลก รวมถึงเครื่องนุ่งห่มด้วย การเปลือยกายเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงการละทิ้งความยึดติดในวัตถุทางโลกและทรัพย์สินทั้งหมดโดยสิ้นเชิง เพื่อมุ่งเน้นไปที่การเติบโตทางจิตวิญญาณและวินัยในตนเองเท่านั้น ความเชื่อนี้อ้างอิงถึงการปฏิบัติของพระมหาวีระ (Mahavira) ศาสดาองค์สำคัญของศาสนาเชน ที่ทรงเปลือยกายในการบำเพ็ญตบะ การเอาชนะความอับอายและความรู้สึกทางโลก (Overcoming Shame and Worldly Emotions): การไม่สวมเสื้อผ้าเป็นการแสดงออกว่าผู้ปฏิบัติได้ ก้าวข้ามความรู้สึกทางโลก เช่น ความละอาย (Shame) และ ความภูมิใจ (Pride) ที่ผูกติดอยู่กับร่างกายและรูปลักษณ์ภายนอกแล้ว เมื่อจิตใจหลุดพ้นจากกิเลสและความรู้สึกเหล่านี้ ร่างกายก็เป็นเพียงภาชนะที่ไม่มีความสำคัญทางอารมณ์หรือสังคมอีกต่อไป การเปลือยกายจึงไม่เป็นสิ่งที่ต้องปกปิดหรือทำให้รู้สึกอับอาย การฝึกจิตให้ทนทานต่ออิทธิพลภายนอก (Developing Resilience): … Read moreเมื่อฝึกเข้าถึงสภาวะธรรมขั้นสูง มนุษย์อาจไม่ต้องการ การใส่เสื้อผ้าอีกต่อไป

ศาสนาหลักทำไมจึงขัดแย้งกับแม่มด หรือ Pagan (เพแกน)

pagan

ความขัดแย้งระหว่างศาสนาหลัก (โดยเฉพาะศาสนาเอกเทวนิยม เช่น คริสต์และอิสลาม) กับ แม่มด (Witches) และ เพแกน (Paganism) มีรากฐานมาจากความแตกต่างทางเทววิทยาและประวัติศาสตร์

ความเปลือยเปล่าในศาสนา: เจาะลึกความเชื่อ ทัศนคติ และพิธีกรรมในศาสนาหลักทั่วโลก

Naked Ritual

ความเปลือยเปล่าในศาสนาและความหมายที่หลากหลาย (Naked Ritual) ความเปลือยเปล่าในศาสนา เป็นหัวข้อที่มีความซับซ้อนและสะท้อนถึงแก่นแท้ของความเชื่อทางจิตวิญญาณและความเป็นมนุษย์ ในหลายวัฒนธรรม ศาสนาเป็นผู้กำหนดทัศนคติและพฤติกรรมต่อร่างกายมนุษย์ การเปิดเผยเรือนร่าง และความสุภาพ (Modesty) ทัศนคติเหล่านี้มีความหลากหลายอย่างยิ่ง ตั้งแต่การมองว่าการเปลือยเปล่าคือความบริสุทธิ์ดั้งเดิม ไปจนถึงการถือเป็นบาปและความอับอายที่ต้องปกปิด จุดเริ่มต้นสำคัญที่ส่งผลต่อมุมมองของหลายศาสนา โดยเฉพาะกลุ่มศาสนาอับราฮัม (ยูดาห์ คริสต์ อิสลาม) คือเรื่องเล่าการสร้างโลกใน ปฐมกาล (Genesis) ที่กล่าวถึงอาดัมและเอวาที่ยังไม่ตระหนักถึงการเปลือยเปล่าของตนเอง จนกระทั่งได้ลิ้มรสผลไม้ต้องห้ามจากต้นไม้แห่งความรู้ดีรู้ชั่ว 🍎 ความอับอายที่เกิดขึ้นหลังการกระทำนี้ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการสูญเสียความไร้เดียงสาและการเริ่มต้นของการต้องปกปิดร่างกาย นับแต่นั้นมา การปกปิดจึงกลายเป็นส่วนสำคัญของหลักปฏิบัติทางศาสนาเพื่อรักษาระเบียบทางสังคมและจิตวิญญาณ บทความนี้จะเจาะลึกความแตกต่างของทัศนคติเหล่านี้ในศาสนาสำคัญต่าง ๆ ทั่วโลก ทัศนคติในกลุ่มศาสนาอับราฮัม (Abrahamic Religions): จากกำเนิดสู่หลักการปกปิด ศาสนาในกลุ่มอับราฮัม ได้แก่ ยูดาห์ คริสต์ และอิสลาม ล้วนมีรากฐานมาจากเรื่องเล่าในปฐมกาล แต่ได้พัฒนาหลักปฏิบัติเกี่ยวกับความสุภาพ (Modesty) ในรูปแบบที่แตกต่างกันไป โดยทั่วไปแล้ว ทั้งสามศาสนาต่างมองว่าการเปลือยเปล่าในที่สาธารณะเป็นเรื่องที่ควรหลีกเลี่ยงและเชื่อมโยงกับการขาดความสุภาพหรือการยั่วยุทางเพศ แต่ในบริบทของพิธีกรรมหรือการถือพรต บางกรณีก็ยอมรับการเปลือยกายได้ ศาสนายูดาห์ (Judaism): Tzniut และการทำความสะอาดทางพิธีกรรม ในศาสนายูดาห์ Tzniut (צְנִיעוּת) หรือหลักการความสุภาพ … Read moreความเปลือยเปล่าในศาสนา: เจาะลึกความเชื่อ ทัศนคติ และพิธีกรรมในศาสนาหลักทั่วโลก

Dzogchen (ความสมบูรณ์แบบที่ยิ่งใหญ่) – ทางลัดสู่การตระหนักรู้ขั้นสูงสุด

ซกเซน

ไขความลับ 17 ตันตระแห่งซ็อกเชน: โธเกลและเตร็กโช คืออะไร? และทำไมจึงไม่ใช่พิธีกรรมทางเพศ Dzogchen (ซ็อกเชน) คือคำสอนที่ถือเป็นยอดของยานภาวนาในพุทธศาสนาแบบทิเบต (นิกายญิงมา) โดยมีเป้าหมายคือการตระหนักรู้ถึง ธรรมชาติของจิตดั้งเดิม (Rigpa) ที่บริสุทธิ์ของเราเองโดยตรง คำสอนเหล่านี้ถูกบันทึกไว้ในชุดคัมภีร์หลักที่เรียกว่า “17 ตันตระแห่งซ็อกเชน” (The Seventeen Dzogchen Tantras) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของคำแนะนำโดยตรง (Menngagde) คำว่า “ตันตระ” มักถูกเข้าใจผิดว่าเกี่ยวข้องกับพิธีกรรมทางเพศ อย่างไรก็ตาม 17 ตันตระนี้เป็นคำสอน อนุตตรโยคะตันตระชั้นสูงสุด ที่มุ่งเน้นการปฏิบัติ ภายใน และ ทางจิต (Mental and Internal Focus) เท่านั้น ซึ่งแตกต่างจากตันตระบางสายที่ใช้สัญลักษณ์ทางกายภาพ การปฏิบัติหลักใน 17 ตันตระ: เตร็กโช (Trekchö) 1. เตร็กโช: ศิลปะแห่งการ ‘ตัดผ่าน’ ความยึดมั่น เตร็กโช (Trekchö) แปลว่า “การตัดผ่าน” (Cutting … Read moreDzogchen (ความสมบูรณ์แบบที่ยิ่งใหญ่) – ทางลัดสู่การตระหนักรู้ขั้นสูงสุด

Dzogchen คืออะไร? และทำไม 17 ตันตระจึงเป็นหัวใจของการปฏิบัติ

Dzogchen

เป็นเรื่องเกี่ยวกับศาสนาและปรัชญาที่ซับซ้อนอย่าง Dzogchen (ซ็อกเชน) ในพุทธศาสนาแบบทิเบต จะเน้นการให้ข้อมูลที่ถูกต้องและเข้าถึงได้ง่ายสำหรับผู้อ่านที่สนใจศาสตร์ทางจิตวิญญาณ 17 ตันตระแห่งซ็อกเชน (17 Dzogchen Tantras): แผนที่สู่ ‘ความสมบูรณ์แบบที่ยิ่งใหญ่ Dzogchen (ซกเซน) หรือ “ความสมบูรณ์แบบที่ยิ่งใหญ่” (The Great Perfection) คือคำสอนและวิธีการปฏิบัติขั้นสูงสุดในนิกายญิงมา (Nyingma) ของพุทธศาสนาแบบทิเบต ซึ่งมุ่งเน้นการตระหนักรู้ถึง ธรรมชาติของจิตดั้งเดิม (Primordial Mind) ที่บริสุทธิ์และเป็นอิสระมาตั้งแต่ต้น โดยไม่ต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงหรือการสร้างสิ่งใหม่ หัวใจสำคัญของการเรียนรู้และสืบทอดคำสอน Dzogchen คือชุดคัมภีร์ที่เรียกว่า “17 ตันตระแห่งซ็อกเชน” (The Seventeen Dzogchen Tantras) ซึ่งเป็นรากฐานของส่วนที่เรียกว่า เมนงักเด (Menngagde) หรือส่วนของ คำแนะนำโดยตรง (Pith Instructions) อันเป็นวิธีปฏิบัติที่ลึกซึ้งที่สุด  17 ตันตระ: คลังแห่งภูมิปัญญาที่ถ่ายทอดจากฟ้า ที่มาและความสำคัญ (Origin and Significance) ตำนานกล่าวว่า 17 ตันตระนี้ถูกถ่ายทอดมาจากพระพุทธเจ้าในมิติอื่น … Read moreDzogchen คืออะไร? และทำไม 17 ตันตระจึงเป็นหัวใจของการปฏิบัติ

Sex Rite: ประตูสู่พลังงานศักดิ์สิทธิ์! ไขปริศนา ‘ออร์แกซึมทางจิตวิญญาณ’ ในวิถีแห่งแม่มด

Spiritual Orgasm

การค้นคว้าพบว่าแนวคิดเรื่อง พิธีกรรมทางเพศ (Sex Rite) ที่เน้น ความเป็นหนึ่งเดียวทางจิตวิญญาณ (Spiritual Oneness) และ ออร์แกซึมทางจิตวิญญาณ (Spiritual Orgasm) นั้นมีความเชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งกับการปฏิบัติที่เรียกว่า “เพศวิถีศักดิ์สิทธิ์” (Sacred Sexuality) และ “เซ็กซ์เมจิก” (Sex Magic) ในสายวิชาการทางจิตวิญญาณและแม่มด ซึ่งแตกต่างจากการมีเพศสัมพันธ์แบบทั่วไปที่มุ่งเน้นเพียงความสุขทางกาย (Casual Sex) พลังงานทางเพศ…กุญแจสู่การรวมเป็นหนึ่งเดียวกับจักรวาล เราทุกคนรู้ดีว่าพลังงานทางเพศนั้นเป็นพลังงานที่ทรงอานุภาพที่สุดอย่างหนึ่งในจักรวาล มันคือพลังแห่ง การสร้างสรรค์ (Creation), การเปลี่ยนแปลง (Transformation) และ การเยียวยา (Healing) แต่อย่าสับสนระหว่างการปลดปล่อยพลังงานนี้ผ่าน “พิธีกรรมทางเพศ” (Sex Rite) กับการมีเพศสัมพันธ์ทั่วไป (Casual Sex) เพราะเส้นทางทั้งสองนี้ช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน! หากการมีเพศสัมพันธ์แบบเสรีคือการแลกเปลี่ยนความสุขทางกายแบบเรียบง่าย Sex Rite ของเราคือ ‘ศิลปะศักดิ์สิทธิ์’ (Sacred Art) ที่มีกระบวนการและจุดประสงค์ที่ลึกซึ้งกว่ามาก นี่คือเรื่องราวที่จะนำทางคุณไปสู่ความเข้าใจใน “ออร์แกซึมทางจิตวิญญาณ” ที่แท้จริง   Sex … Read moreSex Rite: ประตูสู่พลังงานศักดิ์สิทธิ์! ไขปริศนา ‘ออร์แกซึมทางจิตวิญญาณ’ ในวิถีแห่งแม่มด

เส้นทางที่สวนกัน: ตันตระสามารถนำไปสู่ “นิพพานแบบเถรวาท” ได้จริงหรือไม่?

Mahamudra

คำถามนี้เจาะลึกถึงประเด็นทางปรัชญาและหลักปฏิบัติที่สำคัญยิ่งระหว่างสองเส้นทางหลักในพุทธศาสนา บทความนี้จะวิเคราะห์ความแตกต่างทางเป้าหมาย หลักการ และความเป็นไปได้ในการบรรลุ “นิพพาน” ในความหมายของเถรวาท ผ่านการปฏิบัติแบบตันตระ เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจได้อย่างชัดเจนและเป็นระบบ การเปลี่ยนจากพุทธศาสนาเถรวาทไปสู่การปฏิบัติแบบตันตระ (โดยเฉพาะสายวามาจารหรือพิธีกรรมทางเพศ) เป็นการเปลี่ยนชุดความคิดและกลยุทธ์ทางจิตวิญญาณอย่างสิ้นเชิง การเปรียบเทียบว่าการปฏิบัติแบบตันตระจะสามารถนำไปสู่ “นิพพาน” ตามความหมายของเถรวาทได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการตีความคำว่า “นิพพาน” ของแต่ละฝ่าย 1. นิพพานในบริบทของพุทธศาสนาเถรวาท: การดับตัณหาอย่างสิ้นเชิง พุทธศาสนาเถรวาทถือว่า นิพพาน (Nibbana) คือการดับเพลิงแห่งกิเลสทั้งปวงอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตัณหา (Craving) และ อุปาทาน (Attachment) วิธีการ: ต้องใช้ อริยมรรคมีองค์ 8 โดยเน้นการรักษา ศีล (Morality) อันเป็นรากฐานที่มั่นคงที่สุด พรหมจรรย์ (การเว้นจากกิจกรรมทางเพศ) ถือเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับภิกษุและภิกษุณี นิยามการหลุดพ้น: นิพพานคือ วิมุตติ (Freedom) จากทุกข์ การไม่กลับมาเกิดอีก (สังสารวัฏ) ซึ่งเป็นสภาวะที่ไร้ซึ่งความยึดมั่นถือมั่นต่อสิ่งใด ๆ แม้กระทั่งความสุขหรือพลังงานที่เกิดจากการปฏิบัติ ข้อสรุปต่อกามราคะ: กามราคะ (ตัณหา) จัดเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้จิตใจหมกมุ่น … Read moreเส้นทางที่สวนกัน: ตันตระสามารถนำไปสู่ “นิพพานแบบเถรวาท” ได้จริงหรือไม่?

ความแตกต่างทางปรัชญา: เหตุใดพุทธเถรวาทจึง “ปิดกั้น” แต่ตันตระจึง “เปิดกว้าง”

Sexual Worship

เรื่องความแตกต่างทางความคิดและการปฏิบัติเกี่ยวกับกิจกรรมทางเพศ (Sexuality) ในเส้นทางจิตวิญญาณระหว่าง พุทธศาสนาเถรวาท กับ ลัทธิตันตระ/Sexual Worship เป็นประเด็นที่ซับซ้อนและน่าสนใจอย่างยิ่งครับ คำอธิบายต่อไปนี้จะช่วยให้คนทั่วไปเข้าใจหลักการพื้นฐานที่ทำให้สองแนวทางนี้แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง